You are here
Home > บทความรวมเรื่องกาแฟ > Coffee History 3 กาแฟสู่ยุโรป

Coffee History 3 กาแฟสู่ยุโรป

            ชาวอาหรับหวงแหนพันธุ์กาแฟมาก แต่ในที่สุดเมล็ดกาแฟก็ออกมาสู่โลกกว้าง กาแฟถูกนำเสนอสู่ยุโรปโดยพ่อค้าชาวเวนิชในช่วงแรกๆนั้นกาแฟถูกต่อต้านอย่างแรงโดยศาสนจักร  Pope’s Councilmen ได้ร้องขอให้ Pope Clemente ที่ 8 ให้ประกาศว่าน้ำดำนี้เป็นของขมที่ซาตานประดิฐขึ้นมาแต่ทว่า Pope ที่ 8 กลับชื่นชอบในรสชาติกาแฟยิ่งนัก ถึงกับประกาศว่าpope-coffee-600x350 copyเครื่องดื่มของซาตานนี้ช่างอร่อยเสียจริง พวกเราจึงควรโกงปีศาจโดยรับเอาเครื่องดื่มนี้เป็นของชาวคริสเตียน กาแฟจึงเป็นเครื่องดื่มชนิดแรกที่ได้รับการล้างบาป กาแฟได้แพร่กระจายสู่ยุโรปผู้คนต่างดื่มด่ำกับมันอย่างไม่ลืมหูลืมตา เวนิสในช่วงนั้นเป็นเมืองที่มั่งคัง และมีการติดต่อค้าขายกับอาหรับอยู่ตลอด กาแฟนั้นถูกขายตามข้างถนนจนกระทั้ง ปี 1645 ร้านกาแฟแห่งแรกของยุโรปก็ได้เปิดขึ้นที่นี่เวนิส ในปีศตวรรษที่ 1683  หลังจากชัยชนะของยุทธการใหญ่ของฝ่ายกองทัพโปแลนด์, ออสเตรีย และ เยอรมัน ภายใต้การนำของพระมหากษัตริย์โปแลนด์พระเจ้าจอห์นที่ 3 ที่เรียกว่า Battle of Vienna สงครามที่เวียนนาโดนล้อมอยู่ 2 เดือน ในการต่อสู้กับกองทัพของจักรวรรดิออตโตมัน ร้านกาแฟแห่งแรกของเวียนนาเชื่อว่า The Blue Bottle Coffee House ชื่อนี้เป็นที่มาของชื่อร้านกาแฟและโรงคั่วในญี่ปุ่นและอเมริกาหลายๆ ที่ โดยกาแฟพื้นบ้านของเวียนนานั้น เรียกว่า “Melange” ในภาษาฝรั่งเศษแปลว่า”ผสม”ดั้งเดิมนั้นจะใช้กาแฟดำและเติมฟองนมร้อนลงไปคล้ายๆ Cappucino ซึ่งในปัจจุบันอาจจะใช้ whipped cream แทนด้วยฟองนม “Melange” จึงมีส่วนต่างและส่วนคล้ายกับ Espresso Conpana กับ Vienna coffee อยู่พอสมควร ฉนั้นการสั่งกาแฟที่เวียนนาจึงต้องใช้ศีลปะพอสมควร อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี้

cafehistory               ชาวเวียนนามีเรื่องเล่าโด่งดังเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวกับรูปปั้นของชายผู้ถือกาน้ำทำท่ารินกาแฟอยู่ตามสถานที่ต่างๆ ชายคนนี้ชื่อว่า Kolschitsky เขาเชื่อว่าชายผู้นี้เป็นผู้เรียนรู้วิธีการคั่วและการชงกาแฟมาจากชาวอาหรับอีกทั้งยังพูดภาษาอาหรับได้อีกด้วย ชาวเวียนนาจึงจ้าง Kolschitsky ให้เป็นสายลับและถ่ายทอดวิชากาแฟให้ ในช่วงสงครามกับกองทัพของจักรวรรดิออตโตมัน ซึ่งภายหลังชาวอาหรับได้ทิ้งกาแฟไว้มากมายหลายกระสอบหลังสงคราม  ที่เวนิสนี้นอกจากเป็นประตู่สู่ยุโรปสำหรับกาแฟแล้ว ยังมีร้านคาเฟ่ร้านหนึ่งแห่งเวนิสชื่อว่า Florain ที่ Piazza San Marco เปิดตัวในปี 1720 เป็นร้านที่เก่าแก่ที่สุดที่ยังเปิดบริการจนกระทั้งทุกวันนี้

England

               ในปี 1652 Pasqua Rosée ชาวกรีกได้เปิดร้านกาแฟเล็กๆ แห่งหนึ่งที่ถนน St. Michael’s Alley ในลอนดอน  นาย Rosée ขายกาแฟได้ถึงวันล่ะ 600 แก้วต่อวัน แค่เวลาสั้นๆ ลอนดอนมีร้านกาแฟเปิดขึ้นทุกหนแห่ งคาดว่าในช่วงต้นปีศตวรรษที่ 17 มีร้านกาแฟในลอนดอนราว ๆ 3,000 แห่ง  ร้านกาแฟเป็นสถานที่สำคัญของบุคคลทั่วไป เป็นที่พบปะของนักธุรกิจข้อตกลง การเซ็นต์สัญญา การแลกเปลี่ยนข่าวสารร้านกาแฟเป็นจุดกำเนิดสถาบันหลายอย่างเช่นตลาดหลักทรัยพ์ บริษัทประกัน Baltic และ Lloyds ร้านกาแฟเป็นที่พักผ่อนของบรรดานักเขียน กวี ทนายความ นักปรัชญา นักการเมือง ร้านกาแฟ บางแห่งเก็บค่าธรรมเนียมเข้าใช้บริการอัตราคนละ 1 เพนนี เพื่อให้สามารถถกเถียงให้ความคิดเห็นในด้านการเมืองและวรรณกรรมจนเป็นที่รู้จักในนามมหาวิทยาลัยเพนนี่ภายในร้านมีกล่องทองเหลืองสลักคำว่า To Insure Promptness เพื่อความทันใจ ภายหลังถูกย่อให้สั้นเหลืออักษร ตัวแรกคือทิป (Tip) ร้านกาแฟได้ถูกเรียกว่าเป็น Penny Universities ร้านกาแฟกลายเป็นสถานที่นิยมอย่างมากสำหรับผู้ชาย จนกระทั้งมีกลุ่มแม่บ้านผู้ไม่พอใจที่ฝ่ายชายใช้เวลาที่ร้านกาแฟมากเกินไปจนไม่สนใจครอบครัว ได้ออกมายืนคำร้องต่อต้านในปีศตวรรษที่ 1674 ส่วนกลุ่มของฝ่ายชายก็ออกมาตอบโต้ฝ่ายหญิงเช่นกัน ในปี 1675 พระราชาสามอาณาจักร  King Charles II of England ได้พยายามสั่งประกาศปิดร้านกาแฟ เนื่องจาก ผู้หญิงอังกฤษต่อต้านการดื่มกาแฟ เพราะผู้ชายใช้เวลาและเงินทองหมดไปที่ร้านกาแฟนอกบ้าน และกังวลต่อความมั่นของบัลลังก์ พระองค์กล่าวว่า” they were where people met to plot against him”แต่เพิ่งออกประกาศไปไม่ทันไรปลายพู่กันจะแห้ง พ่อค้ารายใหญ่รายย่อยได้ถวายฎีกาให้รีบยกเลิกการปิดร้านกาแฟ ภายหลังในปีศตวรรษที่ 18  บรรยากาศร้านกาแฟมีการเปลี่ยนไป ร้านกาแฟมีการเสริฟเครื่องดื่มแอลกอฮอร์ลมากขึ้น กลุ่มลูกค้ามีการเปลี่ยนแปลง นักธุรกิจนิยมดำเนินธุรกิจของตนในสถานที่ทำงานที่เป็นหลักแหล่งที่สะดวกปลอดภัยกว่า โรงงานและสถานที่ทำงานจัดให้มีห้องสมุด ทำให้หนังสือพิมพ์และหนังสือต่างๆ สามารถหาได้ง่ายขึ้น ร้านกาแฟจึงเสื่อมความนิยมในเวลาต่อมา  ผู้คนหันไปสนใจดื่มชาที่มาจากจีน ญี่ปุ่น และอินเดียมากขึ้น ในสังคมพ่อค้าและสังคมชนชั้นสูง ในแต่ล่ะปีคนอังกฤษดื่มชา 1.9 กิโลกรัมต่อคนถือเป็นประเทศที่มีการบริโภคชามากที่สุดในโลก

              ที่ฝรั่งเศสในช่วงเวลานั้นปี 1644 กาแฟได้ถูกนำเสนอต่อชาวฝรั่งเศษผ่านการค้าขายทางเรือที่ท่าเรือ Marseille ต่อมาในปี 1669 ฝรั่งเศสมีการสัมพันธ์ทางการฑูตกับออนโตมันโดยได้รับกาแฟหลายกระสอบจากอาหรับ มีการบรรยายถึงกาแฟของชาวอาหรับว่าเป็น “magical beverage” หลังจากนั้นวัฒนธรรมทุกอย่างของชาวอาหรับกลายเป็นที่นิยมอย่างท่วมท้นในฝรั่งเศส ร้านกาแฟแหล่งแรกจริงๆ เกิดขึ้นในปี 1686 ร้านชื่อว่า Café de Procope ซึ่งต่อมากลายเป็นสถานที่ที่ได้รับความนิยมจากนักเขียน นักแสดง นักดนตรีชื่อดังทั้งหลาย อีกทั้งที่นี่ยังเป็นสถานที่ๆ นโบเลียนชอบมานั่งดื่มกาแฟวางแผนปฏวัติของเขาอีกด้วย ปัจจุบัน Café de Procope ยังคงตั้งตระงานท้าทายกาลเวลาจนปัจจุบัน (still trading)
ใน 1715 พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เป็นผู้รักการดื่มกาแฟและมีพระประสงค์จะปลูกกาแฟ ชาวดัทช์ซึ่งประสบความสำเร็จในการปลูกกาแฟที่ชวาได้ถวายต้นกาแฟแก่พระองค์ ในตอนนั้นถูกเรียกว่าต้นไม้ชั้นสูง ได้นำมาปลูกในสวนพฤษศาสตร์ กรุงปารีส เนื่องจากกาแฟไม่ทนทานต่อความหนาวเย็น จึงมีการสร้างเรือนกระจกเพื่อปลูกกาแฟนับเป็นเรือนกระจกพืชเรือนแรกของโลก ฝรั่งเศสเคยพยายามนำกาแฟไปปลูกในดินแดนภายใต้ปกครองเช่นกันโดยมีการนำการแฟจากเยเมนไปปลูกในเกาะเบอร์บอน ได้นำไปปลูกที่เกาะ Bourbon ติดกับ เกาะมาดากัสก้าปัจจุบันเรียกว่า Réunion ( ปัจจุบันคือเกาะลารียูเนียน ) เกาะภูเขาไฟเล็กๆ ในมหาสมุทรอินเดีย 800 กิโลเมตรจากเกาะมาดากัสการ์ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1708 แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ จนในปี ค.ศ. 1715-1718 มีการนำกาแฟมาปลูกอีกและประสบผลสำเร็จ จนในปี ค.ศ.1817 กาแฟให้ผลผลิตเป็นจำนวน ถึง 1,000 ตัน กาแฟจากเกาะเบอร์บอน เป็นพันธุ์อาราบิก้าที่สำคัญคือชื่อพันธุ์เบอร์บอน (Bourbon) เริ่มต้นจากเกาะแห่งนี้ และได้นำรุ่นลูกหลานไปปลูกในที่อื่นๆ เป็นที่รู้จักกันทั่วโลก ฝรั่งเศสได้มีการส่งมอบกาแฟให้ประเทศบลาซิล และเวียดนามที่เรียกว่า french mission จนกระทั้้งบราซิลและเวียดนามกลายเป็นประเทศที่ปลูกกาแฟมากที่สุดในโลกตามลำดับ การดื่มกาแฟที่ฝรั่งเศสหากยืนดื่มหน้าบาร์ก็จะจ่ายถูกว่านั่งโต๊ะด้านในและจะแพงขึ้นอีกนิดเมื่อนั่งโซนด้านนอก ส่วนที่ออสเตรเลียนั่งตรงไหนก็จ่ายเท่ากันแต่ไม่นั่งทั้งวันอย่าง Thailand 😉

(หาข้อมูลเพลียเอาไว้ว่างๆมาเขียนใหม่นะครับ)

 

อ่านเพิ่มเติมภาษาอังกฤษ
Timeline Coffee history
The world’s most historic coffee houses
the Art of Ordering Coffee in Austria
อ่านเพิ่มเติมภาษาไทย
http://www.roytawan.com
https://sites.google.com/site/
http://www.montorecoffee.com

 

 

 

Leave a Reply

Top